28/12/54

สมรรถภาพทางเพศ

 
       อวัยวะเพศและระบบสืบพันธุ์ ถูกควบคุมด้วยระบบประสาท ฮอร์โมนและหลอดเลือด ดังนั้น เมื่อไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ ระบบสืบพันธุ์จึงทำงานบกพร่อง ผู้ชายมีการแข็งตัวของอวัยวะเพศหรือการหลั่งน้ำอสุจิน้อยลง ส่วนผู้หญิงนั้น ในระยะแรกๆ ความเครียดทำให้ระดูหรือประจำเดือนขาดหาย ไข่ไม่ตก ไประยะหนึ่ง ( 3 - 6 เดือน ) แล้วจึงกลับมาเป็นปกติ และในขณะร่วมเพศการขยายตัวของอวัยวะเพศและน้ำหล่อลื่นในช่องคลอดมักลดน้อยลง

      ดังนั้น ผู้ชายที่เป็นอัมพาต ก็ยังอาจทำให้ผู้หญิงท้องหรือมีลูกได้ ส่วนผู้หญิงที่เป็นอัมพาตเมื่อมีการร่วมเพศ ยังคงตั้งท้องและมีลูกได้เช่นกัน แต่อาจคลอดยาก ต้องช่วยคลอดหรือผ่าตัดคลอดบุตร


      ระบบสืบพันธุ์เพศชาย ประกอบด้วย

 

      - ลูกอัณฑะ ที่อยู่ในถุงอัณฑะ
      - ท่อนำน้ำอสุจิ และถุงเก็บน้ำอสุจิ
      - ต่อมลูกหมาก
      - องคชาติหรืออวัยวะเพศ ที่มีท่อปัสสาวะซึ่งเป็นทางนำ  น้ำอสุจิ






     ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ประกอบด้วย
 






      - มดลูก
      - ปีกมดลูก
      - รังไข่
      - ช่องคลอด ที่อยู่ระหว่าง รูเปิดท่อปัสสาวะ และทวรหนัก





                               การแข็งตัวของอวัยวะเพศชายและการหลั่งน้ำอสุจิ                                            

      การแข็งตัวของอวัวยะเพศชาย เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้า 2 ประเภท คือ

      1. สิ่งเร้าที่กระตุ้นโดยตรงที่อวัยวะเพศ เช่น การสัมผัส การตอบสนองนี้ถูกควบคุมด้วยส่วนปลายสุดของไขสันหลังและรากประสาท

      2. สิ่งเร้าอื่น เช่น การจินตนการทางความนึกคิด การมองเห็น เป็นต้น การตอบสนองนี้ถูกควบคุมโดยสมองผ่านทางไขสันหลังส่วนอกต่อเอว

      ดังนั้น ถ้าพยาธิสภาพอยู่เหนือไขสันหลังส่วนปลายสุด การขยายและแข็งตัวของอวัยวะเพศ ก็ยังคงเกิดขึ้นได้ แต่มักพบว่า การหลั่งน้ำอสุจิบกพร่อง จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ร้อยละ 70 - 80 ของผู้ชายที่ไขสันหลังบาดเจ็บ ยังคงมีการขยายและแข็งตัวของอวัยวะเพศได้ แต่อวัยวะเพศมักแข็งตัวไม่นานพอหรือแข็งตัวไม่สมบูรณ์พอเพียงต่อการร่วมเพศ กึ่งหนึ่งร่วมเพศได้สำเร็จ แต่มีเพียง ร้อยละ 10 - 30 ที่หลั่งน้ำอสุจิได้ จึงทำให้มีบุตรยาก





                                 อุปสรรคต่อการร่วมเพศ หรือ การมีเพศสัมพันธ์                                                      

      - การขยายหรือแข็งตัวของอวัยวะเพศชายบกพร่อง
      - ขาดความเชื่อมั่นตัวเอง เมื่อร่างกายหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
      - คิดว่าคนอื่นรังเกียจตัวเอง เมื่อสภาพร่างกายบกพร่อง
      - ไม่มีความต้องการ หรือ หมดความสนใจทางเพศแล้ว
      - มีการเกร็งกระตุกของขาและลำตัว ทำให้ขัดขวางการร่วมเพศ
      - ควบคุมการขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ไม่ได้ ปัสสาวะอาจเร็ดราดในขณะมีเพศสัมพันธ์






                 ทำอย่างไร? ให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวได้เพียงพอสำหรับการร่วมเพศ                      

      - การรับประทานยาบางชนิด ช่วยให้อวัยวะเพศขยายตัวและแข็งตัว ถ้าไขสันหลังส่วนปลายสุดได้รับบาดเจ็บ อาจใช้วิธิการนี้ไม่ได้ผล และไม่ควรใช้ในกรณีที่มีโรคหัวใจ หรือผู้ที่ได้ยาในกลุ่มไนเตรท
      - การกระตุ้นให้อวัยวะเพศขยายตัว และใช้แถบยางรัดที่โคนอวัยวะเพศ เพื่อให้การแข็งตัวอยู่นานเพียงพอต่อการร่วมเพศ สิ่งที่พึงระวัง ถ้ารัดทิ้งไว้นานเกิน 30 นาที อาจทำให้เกิดแผลที่ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ
      - ใช้อุปกรณ์สูญญากาศช่วย ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว แล้วจึงใช้แถบยางรัดที่โคนอวัยวะเพศ ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว
      - ใช้ ยาฉีด เข้าที่อวัยวะเพศ หรือ สอดเข้าไปในท่อปัสสาวะ ทำให้อวัยวะเพศขยายตัว แบบสอดมักได้ผลน้อยกว่าแบบฉีด แต่แบบฉีดอาจทำให้เลือดคลั่งนานผิดปกติ และเลือดออกใต้ผิวหนังที่ฉีด
      - การผ่าตัดสอดใส่แท่งซิลิโคลนหรือถุงน้ำเข้าไปในแท่งอวัยวะเพศ

      เนื่องจากเทคนิคแต่ละอย่าง มีผลข้างเคียงถ้าใช้ไม่ถูกต้อง การเลือกใช้วิธีการใดนั้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เขี่ยวชาญ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและเหมาะสม



                                                   ทำอย่างไร? ถ้าต้องการมีบุตร                                                            
          แพทย์สามารถช่วยการมีบุตรได้ โดยการกระตุ้นให้มีการหลั่งน้ำอสุจิ และนำน้ำอสุจิใส่เข้าทางช่องคลอด เพื่อให้เกิดการผสมระหว่างไข่กับอสุจิ ในบางประเทศ แพทย์แนะนำและสอนให้ฝ่ายภรรยาเป็นผู้กระตุ้นให้มีการหลั่งน้ำอสุจิ โดยการใช้เครื่องมือพิเศษ และให้สามีหรือภรรยานำน้ำอสุจิใส่เข้าไปในช่องคลอดเอง







                          ในขณะร่วมเพศ ถ้ามีอาการเกร็งกระตุกมาก ควรทำอย่างไร?                          

        อาการเกร็งที่ขาและลำตัว เป็นอุปสรรคขัดขวางการร่วมเพศ เช่น ขาทั้ง 2 ข้างเกร็งหนีบเข้าหากัน กาเกร็งเหยียดออก หรือขาเกร็งงอพับ ต้องสังเกตุว่าอาการเกร็งที่เกิดขึ้น มีลักษณะเช่นไร? และใช้การจัดท่าร่วมเพศที่เหมาะสม  ท่าร่วมเพศที่เหมาะสมจะช่วยควบคุมอาการเกร็งและทำให้การร่วมเพศสะดวกขึ้น

          การร่วมเพศจะสำเร็จได้ ทั้งสองฝ่ายต้องเข้าใจความบกพร่องที่เกิดขึ้น กับผู้ที่ไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ คำนึงถึงกำลังของกล้ามเนื้อที่ยังคงใช้การได้ และนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ การกินยาลดเกร็งอาจทำให้อ่อนแรงและเป็นอุปสรรค จึงต้องปรับให้พอเหมาะ





                                  ทำอย่างไร? ปัสสาวะจึงไม่เล็ดราดในขณะร่วมเพศ                                         
      ปัสสาวะจะเล็ดราดได้ ก็ต่อเมื่อมีปัสสาวะอยู่ในกระเพาะปัสสาวะจำนวนหนึ่ง ประกอบกับมีการหดตัวของกระเพาะปัสสาวะหรือกล้ามเนื้อหน้าท้อง มีการคลายตัวของหูรูดท่อปัสสาวะ มีแรงกดที่ท้องน้อย  มีแรงเบ่งดันให้ปัสสาวะไหลซึมเล็ดราดออกมา

      กรณีที่คาสายสวนปัสสาวะไว้

      - ผู้ชายไม่ต้องเอาสายสวนปัสสาวะออก เพียงปลดถุงเก็บปัสสาวะออกชั่วคราว และมัดปลายท่อแล้วพับสายสวนให้แนบกับอวัยวะเพศ เมื่ออวัยวะเพศแข็งตัวจึงสวมถุงยางอนามัยทับอีกทีหนึ่ง

      - ผู้หญิง ก็ไม่จำเป็นต้องเอาสายสวนปัสสาวะออกเช่นเดียวกัน เพียงเลี่ยงเอาสายสวนมาตรึงไว้ ที่ท้องน้อยด้านข้างชัวคราว เพื่อไม่เกิดการขัดสีและกดทับขณะร่วมเพศ

      กรณีที่สวนปัสสาวะออกเป็นเวลา

      - ให้สวนปัสสาวะออกให้หมดก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์

     ก่อนและหลังการร่วมเพศ ควรทำความสะอาดร่างกาย เพื่อป้องกันการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ

     ในทำนองเดียวกัน อุจจาระอาจเล็ดออกมาโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์นี้ ควรเพิ่มการสวนหรือล้วงในวันที่จะมีการร่วมเพศ หลีกเลี่ยงอาหารที่จะกระตุ้นให้อุจจาระออกง่าย และอาหารที่ทำให้เกิดการผายลม เช่น ถั่ว ผัก และผลไม้ที่มีกลิ่นแรง
   



การมีเพศสัมพันธ์เป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งของมนุษย์
ชีวิตคู่จะราบรื่นเมือทั้งสองฝ่ายเข้าอกเข้าใจ
พร้อมมอบสัมผัสและความรักให้กันและกัน



***ความเห็นส่วนตัวจากผู้เขียน

         ผู้เขียนมีโอกาสได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เกี่ยวกับ"เรื่องบนเตียง" สำหรับผู้บาดเจ็บไขสันหลัง สิ่งที่ผู้เขียนคิด คือ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตของแต่ละท่านกับเรื่องดังกล่าว สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การทำใจ ยอมรับกับสภาพความเป็นจริง ไม่มีใครรู้ดีเท่ากับตัวเราเอง                              

  
         สำหรับผู้ชายหลายๆ ท่านยังสามารถกระตุ้นให้มันแข็งตัวได้ ถึงกระทั่งสอดใส่หลั่งน้ำอสุจิได้ ผู้บาดเจ็บไขสันหลังมีหลายช่วงอายุ วัยที่ผ่านมาของแต่ละคนสำหรับเรื่องดังกล่าวแตกต่างกัน น้องๆ บางคนประสบอุบัติตั้งแต่วัยเด็กซึ่งยังไม่เคยประกอบกิจดังกล่าวมาก่อน บางคนยังไม่เคยผ่านประสบการณ์ชีวิตคู่มาก่อน ความคิด ความอ่าน ย่อมแตกต่างกัน

         ส่วนใหญ่ ต้องไม่ลืมว่า ประสาทรับรู้ความรู้สึกของอวัยวะเพศเป็นประสาทส่วนสุดท้ายของไขสันหลัง ดังนั้นคงไม่มีผู้บาดเจ็บไขสันหลังท่านใด สามารถรับรู้ความรู้สึกได้เฉกเช่นคนปกตินอกจากหลอกตัวเอง ปัสสาวะยังไม่สามารถบังคับมันได้ นับประสาอะไรกับการร่วมเพศ ยัดสายยางเข้าไปสวนปัสสาวะ ยังไม่รู้สึกเจ็บหรือเสียวเลย แล้วจะมีความรู้สึกเหมือนคนปกติทั่วไปได้อย่างไร? 

         สำหรับผม ผมมองคู่รัก ทอม กับ ดี้ ทำไม? เค้ามีความสุขกันได้ ท่านไปหาคำตอบเอาเองนะครับ ที่สำคัญที่สุด คือ ความคิด อย่าหมกมุ่นกับมันจนทำให้เกิดความทุกข์ใจ มันเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์เพียงเท่านั้น ทำเท่าที่เราสามารถทำได้ โชคดี และ ขอบคุณครับ


กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก




      ไขสันหลังที่ได้รับบาดเจ็บ ไม่สามารถนำกระแสประสาทสั่งการ จากสมองมาถึงเซลล์ประสาทสั่งการ และไม่สามารถรับความรู้สึกจากส่วนต่างๆ ไปรายงานยังสมองได้ กล้ามเนื้อจึงมักเกร็งกระตุกเอง ควบคุมไม่ได้


   บางครั้ง แขน ขา เกร็งเหยียด บางครั้งเกร็งงอ ไม่แน่นอน กล้ามเนื้อและเอ็นจึงหดยึด ข้อเคลื่อนไหวได้น้อยลง และติดยึดในเวลาต่อมา อาการเกร็งอาจเกิดต่อเนื่อง ขัดขวางการทำงาน ทำให้นอนไม่หลับ บางครั้งมีการอาการเจ็บหรือปวดกล้ามเนื้อร่วมด้วย ถ้ากล้ามเนื้อบริเวณทรวงอกเกร็ง การหายใจจะลำบากและอึดอัด






  
                   สิ่งเร้าที่กระตุ้นการเกร็ง ได้แก่


      - การเปลี่ยนอิริยาบทหลังจากอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานๆ
      - ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ทางเดินหายใจ
      - มีแผลกดทับ เล็บขบ
      - โรคกระเพาะ ท้องผูก ริดสีดวงทวาร
      - ระหว่างมีประจำเดือน

      นอกจากนี้ สิ่งเร้าภายนอก เช่น อากาศหนาวเย็น ก็เป็นสาเหตุุทำให้อาการเกร็งมากขึ้น บางครั้งการตั้งใจที่จะบังคับให้ร่างกายเคลื่อนไหว ก็ทำให้เกิดการเกร็งในส่วนนั้นและส่วนอื่น ๆ

      อนึ่ง แต่ละคนมีอาการเกร็งกระตุกมากน้อยต่างกัน เป็นที่น่าสังเกตุว่า ผู้ที่ยังมีความรู้สึกในส่วนที่อ่อนแรงหรือเป็นอัมพาต หรือ มีเพียงอาการอ่อนแรง มีอาการเกร็งเกิดขึ้นมากกว่าผู้ที่เป็น อัมพาต



                                 มียาที่ช่วยควบคุมหรือลดอาการเกร็งหรือไม่?                                                    

      ปัจจุบันมียาหลายขนานที่กินแล้วช่วยควบคุมอาการเกร็งกระตุกได้ แพทย์จะพิจารณาใช้ก็ต่อเมื่อการการเกร็งกระตุกนั้น ค่อนข้างรุนแรงและรบกวนการดำเนินชีวิตปรจำวัน

      ยาควบคุมอาการเกร็งกระตุกที่มีใช้บ้านเรา ได้แก่
      - ยาแวเลี่ยม (ชื่อสามัญ ไดอะซีแปม)
      - ยาเซอร์ดาลุด (ชื่อสามัญ ทิชานิดีน)
      - ยาไลโอลีซัล (ชื่อสามัญ บาโคลเฟน)

      บางครั้งต้องใช้ยาหลายขนานพร้อมกันเพื่อให้ได้ผลเต็มที่ แต่ถ้ากินยาเกินขนาด กล้ามเนื้อจะอ่อนแรงและรู้สึกอ่อนเปลี้ย ส่วนผลข้างเคียงของยา ได้แก่ ง่วงนอน กล้ามเนื้ออ่อนแรง ประสิทธิภาพการหายใจลดลง และอาจมีผลเสียต่อตับและไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพือความปลอดภัย

      ส่วนยาทาภายนอก ที่ใช้ทาถูกนวดและให้ความร้อนนั้น มักช่วยทำให้อาการเกร็งกระตุกลดลงได้บ้าง เราสามารถหาซื้อยาทาภายนอกได้ตามร้านขายยาทั่วไป ควรระวัง เมื่อใช้ติดต่อกันนานๆ อาจทำให้ผิวหนังแห้ง และแตกเป็นแผลได้

      ข้อสำคัญ ต้องพิจารณาหาสาเหตุที่เร้า หรือกระตุ้นให้เกิดการเกร็งกระตุก และกำจัดสาเหตุเพื่อลดอาการเกร็ง เช่น

      - ปัสสาวะติดเชื้อ ก็ต้องกินยาปฏิชีวนะ ฆ่าเชื้อ
      - ท้องผูก ก็ต้องช่วยระบายอาจจาระออก
      - มีแผลติดเชื้อ ต้องรักษาแผบให้หาย เป็นต้น


                ควรปฏิบัติอย่างไร เพื่อควบคุมอาการเกร็งกระตุกให้ได้ผลมากขึ้น?                  


      อาการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ ซึ่งสมองไม่สามารถควบคุมได้ แต่เราสามารถควบคุมได้ โดยอาศัยวิธีและหลักการกายภาพบำบัด ดังนี้

     * ใช้ความร้อนหรือความเย็น ประคบ ที่กล้ามเนื้อ

      - ถุ้าความรู้สึกที่ผิดหนังผิดปกติ ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนประคบ และใช้ความเย็นประคบหรือใช้ยาทาที่ทำให้รู้สึกร้อนที่ผิวหนังแทน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและป้องกันผิวหนังพองไหม้ การประคบแต่ละครั้งกินเวลาประมาณ 20-30 นาที และทุกๆ 5 นาที ควรสำรวจดูผิวหนัง อย่าปล่อยให้ผิวหนังพองไหม้

    *  ยืดเอ็นและกล้ามเนื้อ

      - ทำช้าๆ ค่อยๆ ยืด และคงไว้เมื่อถึงจุดที่ตึงประมาณ 10-30 วินาที ทำบ่อยๆ คราวละ 5-10 ครั้ง วันละ 3-4 รอบ
      - เราสามารถยืดกล้ามเนื้อได้ด้วยตนเองหรือให้ผู้ดูแลช่วย
      - กล้ามเนื้อและเอ็นที่ควรยืด ได้แก่ กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง กล้ามเนื้อต้นขาด้านใน กล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวาย

   *  ใช้ประกับหรืออุปกรณ์ดาม หรือจัดท่านอนท่านั่งให้เหมาะสม

      - เพื่อให้กล้ามเนื้อและข้ออยู่ในท่ายืด ป้องกันการหดยึด
      - เมื่อใช้ประกับหรืออุปกรณ์ดาม ต้องระวังการกดที่ผิวหนังและทำให้เกิดแผลกดทับ ดังนั้น ควรเริ่มใช้จากระยะเวลาสั้นๆ 10-20 วินาที เมื่อผิวหนังทนได้จึงเพิ่มระยะเวลาใช้ให้นานขึ้น

   *  การยืนลงน้ำหนักที่ขาทั้ง 2 ข้าง ช่วยลดอาการเกร็งได้บ้าง

      - ถ้ากล้ามเนื้อขาเป็นอัมพาตหรืออ่อนแรง ต้องใช้ประกับช่วยเพื่อให้ขาเหยียดตรง และป้องกันการเกร็งงอที่ข้อเข่า

    *  หลีกเลี่ยงการออกกำลังต้านน้ำหนักหรือแรงต้านมากๆ เพราะมักกระตุ้นให้เกร็งมากขึ้น

    *  ทำจิตใจให้ผ่อนคลอย ไม่เครียด และรู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง


                                     ยังมีวิธีการอื่นใดที่ช่วยลดอาการเกร็งได้อีก ?                                             

      - การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อที่เกร็ง ที่เส้นประสาท หรือเข้าในเยื่อหุ้มไขสันหลัง ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้ชั่วคราว
      - การผ่าตัดยึดเอ็นกล้ามเนื้อที่เกร็งช่วยลดการเกร็งและแก้ปัญหาข้อยึดติด หลังผ่าตัดต้องเข้าเฝือกหรือใส่ประกับเพือไม่ให้เกิดการหดยึดซ้ำ
      - การตัดเส้นประสาทก็เป็นอีกหนทางที่ช่วยลดหรือระงับการเกร็งได้ ทำให้เกิดอาการอ่อนแรงหรืออัมพาตของกล้ามเนื้อและหมดความรู้สึกที่ผิวหนังอย่างถาวร

      ดังนั้น ควรคำนึงถึงผลดีและผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ก่อนตัดสินใจ ใช้วิธีใดวิธีหนึ่งที่กล่าวมานี้




                                       มีสาเหตุอื่นอะไรบ้าง ที่ทำให้ข้อติด ?                                                                                      

      ถ้าไม่บริหารข้ออย่างสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อเกร็งและเอ็นจะหดยึด เป็นเหตุให้ข้อติด ตำแหน่งที่เกิดบ่อยได้แก่

      - กล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหลายหดยึด ปลายเท้าจิกงุ้มลง
      - กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังหดยึด ข้อเข่าติดในท่างอ
      - กล้ามเนื้อต้นขาด้านในหดยึด กางต้นขาได้ยากลำบาก
      - กล้ามเนื้อที่ช่วยเหยียดนิ้วหดยึด นิ้วมือเหยียดตรง กำมือไม่ได้
      - กล้ามเนื้อข้อมือหดยึด ข้อมืองอพับ ติดแข็ง กระดกไม่ได้
      - กล้ามเนื้อต้นแขนด้านหน้าหดยึด ข้อศอกติดในท่างอ




                                สาเหตุที่เร่งให้ข้อติดยึดง่ายและเร็วขึ้น ได้แก่                                                     
      - ในขณะนอนหรือนั่ง ข้ออยู่ในท่าที่ทำให้กล้ามเนื้อและเอ็นหดยึด เช่น แขนอยู่แนบลำตัวทำให้ไหล่ติด ข้อศอกอยู่ในท่างอทำให้เหยียดข้อศอกได้ไม่ตรง นิ้วมืออยู่ในท่าเหยียดทำให้กำมือไม่ได้ นั่งนานทำให้ข้อเข่าและตะโพกงอติด ปล่อยให้ปลายเท้าตกทำให้ข้อเท้าติด กระดกไม่ขึ้น เป็นต้น
      - การบวน เช่น ข้อ มือบวมทำให้ข้อนิ้วติด
      - กล้ามเนื้อเอ็นฉีกขาด ทำให้เกิดพังผืดที่หดยึดรอบๆ ข้อ
      - บางครั้งมีแคลเซียมแทรกในเนื้อเยื่อรอบๆ ข้อ ทำให้ข้อยึดติดแข็งมักเกิดที่บริเวณข้อตะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ เป็นต้น
      - มีแผลกดทับ





หลีกเลี่ยงสาเหตุ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน
บริหารข้อ ยืดเอ็นและกล้ามเนื้อเป็นประจำ
ช่วยลดเกร็งและป้องกันข้อติดยึด

Wheelchair


       ผู้บาดเจ็บไขสันหลัง เมื่อร่างกายบกพร่อง ขาอ่อนแรงหรือเป็นอัมพาต การเคลื่อนย้ายตัวหรือเคลื่อนที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ถ้าแขนและมือยังพอมีแรงมีกำลัง ควรใช้แขนและมือเพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดหายไป เพิ่มความสามารถให้ตนเอง ด้วยการฝึก และรู้จักใช้เครื่องทุ่นแรง ได้แก่ ไม้ค้ำยัน ประกับขา และ วีลแชร์

   

            Wheelchair มี ส่วนประกอบหลักๆ ดังนี้                                                


      - โครงโลหะ/อลูมิเนียม/อัลลอยด์ ที่มีลักษณะคล้ายเก้าอี้ มีทั้งแบบพับได้และพับไม่ได้
      - ส่วนบนสุดของโครงโค้งเป็นด้ามจับ2ข้าง เพื่อให้ผู้อื่นจับเข็น
      - พนักพิงและที่รองนั่ง มักทำด้วยผ้าใบหรือหนังเทียม บางคันเป็นโลหะ (สำหรับอาบน้ำ)
      - ที่รองรับแขน อยู่ 2 ข้างลำตัว อาจติดตายตัว พับ หรือ ถอดออกได้
      - ล้อใหญ่ 1 คู่ อยู่ด้านหลัง ซึ่งยึดติดกับเพลาหรือแกน มีวงล้อสำหรับมือจับประกบอยู่
      - ล้อเล็ก 1 คู่ อยู่ด้านหน้า หมุนได้รอบตัว
      - เบรก สำหรับยึดล้อไม่ให้เคลื่อนเวลาหยุดนิ่ง
      - ที่รองรับเท้าที่ทำด้วยโลหะ หรือ อลูมิเนียม หรือ พลาสติคแข็ง




                                       เมื่อไรจึงจำเป็นต้องใช้ Wheelchair                                            

      เมื่อสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวยให้เดินได้ เราก็ต้องยอมรับว่า รถเข็นนั่ง มีความจำเป็นต่อชีวิต เป็นปัจจัยที่5 ที่จะช่วยทำให้เราไปไหน-มาไหน ได้เยี่ยงคนอื่น บางคนพอมีกำลังขา ก็อาจเดินได้โดยการใช้ประกับขาและไม้ค้ำยัน บางคนเลือกเดินเพียงระยะสั้นๆ และใช้รถเข็นนั่งเมื่อต้องไปไหนไกลๆ เพื่อช่วยทุ่นแรง ทั้งนี้ เราสามารถเลือกรถเข็นนั่งได้ตามความเหมาะสม โดยมีแพทย์ นักกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัด เป็นผู้ช่วยให้คำแนะนำ



                                 Wheelchair ที่หมาะสม มีลักษณะอย่างไร?                                            

      - มีขนาดพอดีตัวผู้ใช้ เช่น ไม่ใหญ่ ไม่เล็กเกินไป มีช่องว่างข้างตัวประมาณข้างละ 1 นิ้ว ระดับที่รองนั่งไม่สูงหรือต่ำเกินไป เมื่อทิ้งแขนลงข้างตัว งอศอกประมาณ 30-45 องศาแล้ว มือวางอยู่ที่จุดสูงสุดของล้อ
      - มีน้ำหนักเบา มีความคล่องตัวเวลาใช้
      - มีความมั่นคง ไม่ล้มหรือหงายหลังง่าย มีตัวยันกันหงายหลัง
      - คงทน ไม่ชำรุดง่าย สามารถซ่อมหรือหาอะไหล่ได้ง่าย
      - ราคาไม่แพง
      - ปรับได้ตามความเหมาะสม  เช่น พนักพิงปรับเอียงได้ , ปรับที่นั่งให้เอียงได้ , พับหรือถอดที่รองแขนออกได้ , ปรับระดับที่รองเท้าได้ , เปลี่ยนตำแหน่งดุมล้อหลังได้ , พับได้ , ถอดล้อได้





                             Wheelchair ชนิดใด แบบไหน จึงจะเหมาะสม                                                  

      การเลือกรถเข็นนั่งให้เหมาะสมคงต้องดูว่า เรามีกำลังกล้ามเนื้อแขนและมือ มากน้อยขนาดไหนที่จะหมุนล้อรถเข็นให้เคลื่อนที่ได้ การทรงตัวเป็นเช่นไร จะนำไปใช้งานประเภทใด อีกทั้งดูที่กำลังทรัพย์ที่มีอยู่ด้วย


แขน และ มือ มีแรงปกติ แต่ ขา อ่อนแรง

 


  สามารถใช้รถเข็นแบบธรรมดา ที่ไม่ต้องดัดแปลง ถ้าการทรงตัวมั่นคงดี ก็สามารถเลือกรถเข็นขนาดพอเหมาะกับตัวที่มีพนักพิงต่ำและไม่ต้องมีที่เท้าแขนหรือรองรับแขน
 





แขนปกติ แต่ มือ และ ขา อ่อนแรง และลำตัวไม่แข็งแรง

 



  ควรเลือกรถเข็นที่มีน้ำหนักเบา มีพนักพิงสูง ที่เท้าแขนสามารถถอดออกหรือพับได้ เพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้ายตัว บางครั้งจำเป็นต้องติดปุ่ม/ปมที่วงล้อและสวมถุงมือ เพื่อช่วยให้หมุนล้อได้ง่ายขึ้น





แขน มือ ลำตัว อ่อนแรง แต่ ขา พอมีกำลัง

 

   สามารถใช้รถเข็นชนิดธรรมดาได้โดยไม่ใช้มือหมุนล้อ แต่ใช้ขาและเท้าช่วยผลักให้รถเข็นเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ต้องการ
      บางคนอาจเดินเกาะและดันรถเข็น โดยอาศัยรถเข็นช่วยพยุงลำตัวเวลาเดิน ทำให้มั่นคง อีกทั้งสามารถลงนั่งบนรถเข็นเมื่อต้องการพัก








แขน มือ ลำตัวและขา อ่อนแรง ไม่มีกำลัง

 


ต้องใช้รถเข็นที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ปัจจุบันมีจำหน่ายในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้า จึงมีราคาแพง ถ้ามีผู้ดูแลช่วยเข็นรถให้ ก็สามารถใช้รถเข็นแบบธรรมดาได้






ในกรณีที่มีอาการหน้ามืดง่ายในขณะนั่ง




    ใช้รถเข็นที่ปรับพนักพิงเอียงลง ปรับที่รองรับขาหรือเท้าให้สูงขึ้นได้ ถ้าใช้รถเข็นแบบธรรมดา ผู้ดูแลสามารถเหยียบก้านเหล็กด้านหลังที่อยู่ข้างๆ ล้อ พร้อมกดก้านจับที่ด้านหลังพนักพิงลง รถเข็นจะหงายหลังทำให้เลือดไหลเวียนกลับสู่หัวใจและไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น อาการก็ทุเลา









         นั่ง Wheelchair อย่างไร ไม่ให้เกิดแผลกดทับ
                                                 

      - ไม่นั่งติดต่อกันนานเป็นชั่วโมง โดยไม่ขยับตัว

      - ยกตัวให้ก้นลอยขึ้นจากที่นั่งชั่วคราว ครั้งละ 30 วินาที ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง              

      - พยายามนั่งให้หลังตรง พิงพนัก และเข่าอยู่ระดับเดียวกับตะโพก ไม่นั่งไขว่ห้าง

      - เวลาย้ายตัวจากรถุเข็น ควรยกให้ตัวลอยขึ้น ไม่ให้ถูไถกับที่รองนั่งหรือเตียง

      - ใช้เบาะรองนั่งเพื่อลดและกระจายแรงกดจากน้ำหนักตัว

             อนึ่ง ทุกวันเมื่อลงจากรถเข็นแล้ว ควรสำรวจผิวหนังบริเวณก้นและตะโพก ด้วยการส่งกระจกดูว่ามีแผลถลอกหรือรอยกดแดงช้ำ หรือไม่? และใช้มือคลำ สำรวจว่ามีก้อนแข็งๆ หรือนิ่มๆ ใต้ผิวหนัง หรือไม่? ถ้ามี ก็บ่งชี้ว่ามีแผลกดทับเกิดขึ้นแล้ว





                                     เบาะรองนั่งมีกี่แบบ จะเลือกชนิดไหนดี?                                                    


เบาะฟองน้ำ

1. เบาะฟองน้ำ ที่ใช้ทำเบาะนั่งรถยนต์หรือโซฟา

      - มีความหนาประมาณ 3-4 นิ้ว
      - เป็นฟองน้ำอัดหรือฟองน้ำที่มีความหนาแน่นปานกลาง
      - ราคาประมาณ 300-500 บาท
      - มีอายุการใช้งานประมาณ 6 เดือน สามารถลดแรงกดได้พอใช้





เบาะเจล
   
        2. เบาะเจล

      - เป็นเบาะชนิดพิเศษ ทำจากต่างประเทศ
      - สามารถลดแรงกดได้ดี
      - ข้อเสีย คือ มีน้ำหนักมาก ราคาแพง




เบาะลม



     3. เบาะลม โรโฮ ( ROHO )

   - เป็นเบาะที่มีประสิทธิภาพ ดีที่สุด
   - น้ำหนักเบา ระบายความอับชื้นได้ดี
   - ข้อเสีย คือ ราคาแพงมาก และอาจเสียสมดุลในการทรงตัวง่าย



        

          เบาะรองนั่งทุกชนิด ควรมีปลอกผ้าหุ้ม ที่ทำด้วยผ้ายืดที่ซับเหงื่อและแห้งง่าย ไม่มีตะเข็บที่ด้านบนเพราะแนวตะเข็บเป็นต้นเหตุของแผลกดทับได้  ควรหลีกเลี่ยงปลอกที่ทำจากหนังเทียมเพราะทำให้เกิดความอับชื้น ผิวหนังจะเป็นผื่น เปื่อย และอาจเป็นแผล ควรทำความสะอาดเบาะรองนั่งและซักปลอกที่หุ้มเป็นประจำ หรือทุกครั้งที่มีการเลอะเปื้อน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนังและระบบทางเดินปัสสาวะ


                                      อุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็นเมื่อใช้ Wheelchair                                                            
      - สายคาดขนาดใหญ่และยาว ใช้พันรอบตัว กันการเสียหลักแล้วหล่นออกจากรถเข็น ในกรณีที่การทรงตัวไม่ดี
      - สายคาดขนาดเล็ก ใช้พันรอบขาหรือรองรับขา กนไม่ให้เท้าหล่นออกจากที่รองรับเท้า
      - ปุ่มเหล็ก หรือ ปมยางติดที่วงล้อ เพื่อช่วยให้หมุนล้อได้ถนัดขึ้น
      - ถุงมือ ไว้สวมใส่เพื่อให้หมุนล้อได้ดีขึ้น อีกทั้งป้องกันบาดเจ็บ เวลาหมุนล้อ
      - ปลอกผ้าหนาๆ ส่วมที่ข้อศอก ป้องกันแผลกดทับ
      - ถุงใส่ของ ห้อยไว้ด้านหลังพนักพิง
      - ที่ยึดจับไม้ค้ำยัน
      - ไม้กระดานเล็ก สำหรับรองรับและช่วยในการย้ายตัว
      - น้ำมันหล่อลื่น สำหรับหยอดส่วนต่างๆ ของรถเข็น
      - ที่สูบลม



                                 ข้อพึงปฏิบัติเมื่อใช้รถเข็น มีอะไรบ้าง?                                                          

      - หมั่นทำความสะอาดเบาะรองนั่งและปลอกหุ้ม
      - ถ้าการทรงตัวไม่ดี ควรใช้สายคาดลำตัว
      - ถ้าขาทั้งสองข้างชนกัน เกร็งหนีบ ควรใช้แถบผ้าพันรั้งขาให้กางออก หรือใช้หมอนกั้นไว้
      - หลีกเลี่ยงการนั่งยกเข่าสูงกว่าตะโพก หรือ นั่งไข่วห้าง
      - สวมถุงเท้า รองเท้า ทุกครั้งเมื่อนั่งรถเข็นออกไปนอกบ้าน
      - วางเท้าบนที่รองเท้า ไม่ให้หล่นลงมาลากกับพื้น
      - ถ้าเท้าบวน ควรยกเท้าขึ้นมาพาดบนเก้าอี้หรือเตียงเป็นครั้งคราว
      - ถ้ากล้ามเนื้อแขนและลำตัวไม่แข็งแรง ควรใช้ไม้แผ่นรองช่วยในการย้ายตัว
      - ล็อคล้อรถเข็น ก่อนย้ายตัวขึ้น-ลง
      - ทำความสะอาดล้อทุก 1-2 สัปดาห์ เป็นอย่างน้อย
      - หยอดน้ำมันหล่อลื่นตามข้อต่อ ทุก 1-2 เดือน
      - ไม่นั่งอาบน้ำบนรถเข็นที่ไม่กันสนิม
      - สูบลมยางเป็นประจำ อย่าปล่อยให้ยางแบน
      - ถ้ามีอาการ ตาลาย จะเป็น ลม ต้องบอกให้คนข้างเคียง ช่วยกระดกล้อหน้าให้รถเข็นหงายหลัง เพื่อให้ศรีษะต่อและปลายเท้าชี้ขึ้น เมื่ออาการดีขึ้นจึงปล่อยรถเข็นลงสู่ปกติ




รถเข็นเป็นสัญญลักษณ์ของคนพิการ
แต่...รถเข็นช่วยให้ร่างกายที่บกพร่องกลับมามีประสิทธิภาพ
และกลับคืนสู่สังคมได้อีกครั้ง






      ***บันทึกจากผู้เขียน


         Wheelchairs คือ อุปกรณ์จำเป็นสำหรับ คนพิการ ที่ขาใช้งานไม่ได้ มีมากมายหลายเกรด คุณภาพแตกต่าง ตามราคาที่จำหน่ายทั่วๆ ไป คงไม่แตกต่างกับรถยนต์ ท่านไหนมีสตางค์มากหน่อย ก็สามารถซื้อรถเบ็นซ์ขับได้ ทั้งนี้ ทั้งนั้น สำหรับคนพิการที่ฐานะยากจน หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ มีวีลแชร์ให้ท่านใช้ฟรีๆ แน่นอน 
         
          3-4 ปี ที่ผ่านมา 
คนพิการที่เกิดความพิการจากการประสบอุบัติทางการจราจร กรมขนส่งทางบกแจกวีลแชร์คุณภาพดี เกรด A ให้กับคนพิการดังกล่าวทุกๆ คน





27/12/54

แผลกดทับ Bed Sore

การดูแลผู้ป่วยและป้องกันการเกิดแผลกดทับ 

            แผลกดทับเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เอง ผิวหนังถูกกดทับเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงผิวหนังที่ถูกกดทับได้อย่างสะดวก ส่งผลให้ผิวหนังมีลักษณะเป็นรอยแดงและมีการแตกทำลายของผิวหนัง ถ้าไม่ได้รับการป้องกันดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก็จะส่งผลให้เกิดแผลกดทับตามมาได้ ซึ่งการเกิดแผลกดทับจะส่งผลให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน จากการรักษาที่ยุ่งยาก เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อทางด้านจิตใจของผู้ป่วยด้วย  
   
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดแผลกดทับเกิดได้จาก 2 ปัจจัย คือ

1. ปัจจัยภายใน  สภาพอายุที่มากขึ้นชั้นไขมันใต้ผิวหนังบางลง ผิวหนังเปราะบาง ฉีกขาดได้ง่าย ผู้ป่วยที่บกพร่องในการเคลื่อนย้าย เช่นผู้ป่วยอัมพาต ผู้ป่วยอ้วนเนื้อเยื่อชั้นไขมันมากทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี ผู้ป่วยผอมทำให้เกิดแรงกดของเนื้อเยื่อบริเวณปุ่มกระดูกมากขึ้น การขาดสารอาหารโดยเฉพาะโปรตีน ภาวะโรคเดิมของผู้ป่วย เช่น เบาหวาน ไตวาย มะเร็ง เป็นต้น

2. ปัจจัยภายนอก แรงกดจะขัดขวางออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ ถ้าผู้ป่วยไม่มีการเคลื่อนไหวจะมีผลให้เนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยงโดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูกต่างๆ จะเกิดแรงกดมากขึ้น แรงเลื่อนไหลหรือแรงเฉือน เป็นแรงที่ผู้ป่วยนั่งหรือนอน เลื่อนไหลตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณนั้นเสียไป  แรงเสียดทานเป็นแรงที่เกิดจากผู้ป่วยสัมผัสกับพื้นผิวด้านนอกเกิดการถลอกของผิวหนัง เช่นการเลื่อนผู้ป่วย โดยการดึงลากทำให้ผิวหนังถลอกเป็นแผล ความเปียกชื้นของเหงื่อ ปัสสาวะ อุจจาระทำให้ผิวหนังเปื่อยได้ง่าย


บริเวณที่อาจเกิดแผลกดทับ


การป้องกันและการดูแลแผลกดทับ

การจัดท่านอน  ควรเปลี่ยนท่านอนอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่รับแรงกดนานเกินไป ถ้าเปลี่ยนท่านอนแล้วรอยแดงบริเวณผิวหนังไม่หายภายใน 30 นาทีอาจจะพิจารณาให้เปลี่ยนท่านอนได้บ่อยขึ้น โดยมีการหมุนเวียนเปลี่ยนท่านอน เช่น นอนหงาย นอนตะแคงซ้าย นอนตะแคงขวา สลับกัน
  การนอนตะแคง ควรจัดให้นอนตะแคง กึ่งหงาย ใช้หมอนยาวรับตลอดแนวลำตัว รวมทั้งบริเวณข้อเข่า ข้อเท้า ควรทำให้สะโพก ทำมุม 30 องศา และใช้หมอนรองตามปุ่มกระดูก และใบหู
    การนอนหงาย ควรมีหมอนสอดคั่นระหว่างหัวเข่า ตาตุ่มทั้ง 2 ข้าง ขา 2 ข้าง และรองใต้น่องและขาเพื่อให้เท้าลอยพ้นพื้นไม่กดที่นอน  การจัดท่านอนศีรษะสูงไม่เกิน 30 องศา แต่ถ้าจำเป็นศีรษะสูงเพื่อให้อาหาร หลังจากให้อาหาร 30 นาที – 1 ชั่วโมง ควรลดระดับลงเหลือ 30 องศา กรณีที่นั่งรถเข็น ควรให้มีเบาะรองก้น และกระตุ้นให้เปลี่ยนถ่ายน้ำหนักตัว หรือยกก้นลอยพ้นพื้นที่นั่งทุก 30 นาที

การใช้อุปกรณ์ลดแรงกด    อุปกรณ์ลดแรงกดอยู่กับที่ เช่น ที่นอนที่ทำจาก เจล โฟม ลม น้ำ หมอน เป็นต้น     อุปกรณ์ลดแรงกดสลับไปมา เช่น ที่นอนลม ไฟฟ้า


การดูแลผิวหนัง ผู้ป่วยที่มีผิวหนังแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่น หลังทำความสะอาดร่างกายควรทาโลชั่น 3-4 ครั้ง / วัน เพื่อป้องกันผิวหนังแตกแห้ง ผู้ป่วยที่ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ควรทำความสะอาดทุกครั้ง ที่มีการขับถ่าย และซับให้แห้งอย่างเบามือ ทาวาสลีน หรือ Zinc paste ให้หนาบริเวณผิวหนังรอบๆทวารหนัก แก้มก้นทั้ง 2 ข้าง เพื่อป้องกันผิวหนังเปียกชื้น ส่งเสริมการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยการออกกำลังกาย    ระวังอุบัติเหตุที่เกิดกับผิวหนัง เช่น การกระแทก ของมีคม เป็นต้น
    จัดสิ่งแวดล้อมเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อไม่ให้ผิวหนังอับชื้น หลีกเลี่ยงการนวดปุ่มกระดูกโดยเฉพาะที่มีรอยแดง จะทำให้การไหลเวียนลดลง  หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนประคบบริเวณผิวหนังที่มีความรู้สึกน้อย หรืออ่อนแรง  ดูแลผ้าปูที่นอนให้สะอาดแห้ง และเรียบตึงเสมอ เพื่อลดความเปียกชื้นและลดแรงเสียดทาน จัดเสื้อผ้าให้เรียบ หลีกเลี่ยงการนอนทับตะเข็บเสื้อ และปมผูกต่างๆเพื่อลดแรงกดบริเวณผิวหนัง  ไม่นวดหรือใช้ความร้อนประคบหรือใช้สบู่กับผิวหนังที่มีรอยแดง  ไม่ใช้ห่วงยางเป่าลมรองบริเวณปุ่มกระดูกเพราะจะทำให้เลือดไปเลี้ยงได้ไม่ดีทำให้เกิดแผลได้ และไม่ควรใช้ถุงมือใส่น้ำรองบริเวณปุ่มกระดูก เพราะอาจแพ้ยางได้

การเคลื่อนย้าย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยควรใช้แรงยกไม่ควรใช้วิธีลาก ไม่ควรเคลื่อนย้ายตามลำพังถ้าผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ขณะเคลื่อนย้ายโดยการใช้รถเข็น ควรสวมรองเท้าหุ้มส้นทุกครั้ง และรัดสายรัดกันเท้าตกเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุขณะเคลื่อนย้าย ผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ไม่ควรอยู่ในท่านั่งนานเกิน 1 ชั่วโมง

ภาวะโภชนาการ   ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยหรือรับประทานอาหารไม่ได้เลยควรพิจารณาใส่สายยางให้อาหาร ควรเพิ่มอาหารประเภทโปรตีนเพื่อส่งเสริมการหายของแผล เช่น นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ วิตามินซี เช่น ส้ม ผัก ผลไม้สด มีผลต่อการหายของแผล ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และป้องกันการทำลายเนื้อเยื่อ วิตามินเอได้แก่ นม ไข่ ผักคะน้า ผักใบเขียว เป็นต้น ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น สังกะสี เช่น หอยแมลงภู่ เมล็ดทานตะวัน ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน สร้างคอลลาเจน

ระดับแผลกดทับและการดูแลแผล

ระดับ 1 ผิวหนังไม่มีการฉีกขาด แต่เป็นรอยแดงกดบริเวณรอยแดงไม่จางหายภายใน 30 นาที ดูแลโดยมีการป้องกันแรงเสียดทานแรงกดทับโดยใช้อุปกรณ์ที่ช่วยลดแรงกดทับ เช่น หมอน เจลโฟม ที่นอนลม, เปลี่ยนท่าทุก 2 ชั่วโมง ทาโลชั่นหรือครีมในผู้ป่วยที่มีผิวหนังแห้ง ดูแลผิวหนังไม่ให้เปียกชื้น และกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหว
 ระดับ 2 ผิวหนังส่วนบนหลุดออก ฉีกขาดเป็นแผลตื้น มีรอยแดงบริเวณเนื้อเยื่อ รอบๆ มีอาการปวด บวม แดง ร้อน มีสิ่งขับหลั่งจากแผลปริมาณเล็กน้อย หรือปานกลาง ดูแลเหมือนระดับที่ 1 เพื่อป้องกันไม่ให้มีแผลเพิ่ม เช็ดรอบๆแผลด้วย Alcohol 70 % และใช้silver sulfa diazine ปิดด้วยผ้าก็อส ใช้วาสลีนทาผิวหนังรอบแผลเพื่อปกป้องผิวหนังไม่ให้เกิดการเปียกแฉะ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยา Povidine เช็ดแผล
ระดับ 3 มีการทำลายผิวหนังถึงชั้นไขมัน มีรอยแผลลึกเป็นหลุมโพรง มีสิ่งขับหลั่งออกจากแผลมาก อาจมีกลิ่นเหม็น
  










ระดับ 4 มีการทำลายถึงเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ กระดูก แผลเป็นโพรง มีสิ่งขับหลั่งออกจากแผลมาก มีกลิ่นเหม็น







   ***แผลกดทับระดับที่ 3, 4 ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อพิจารณาเลือกวิธีการ การเลือกใช้วัสดุในการใส่แผลให้ถูกต้อง เหมาะสมในแผลแต่ละชนิด

 สรุป

การป้องกันแผลกดทับเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่ส่งผลกระทบให้เกิดแผล
ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับตามมาได้ รวมทั้งเมื่อเกิดแผลกดทับขึ้นการดูแลที่เหมาะสม     ตามระดับของแผล ป้องกันไม่ให้แผลลุกลามมากขึ้นการลดแรงกดที่เหมาะสมรวมทั้งการดูแลเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ก็จะทำให้การหายของแผล เป็นไปได้อย่างดี



***ความเห็นส่วนตัวจากผู้เขียน

             จากประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ " แผลกดทับ " สำหรับผู้เขียนมีบ้างเหมือนกัน ขอแยกออกเป็น 2 ช่วงนะครับ เพราะกิจวัตรประจำวันจะแตกต่างกัน ดังนี้ 

              1.ช่วงที่ผู้เขียนนั่งทำงานบนวีลแชร์ 9 ปีเต็มๆ ปัญหาแผลกดทับแทบไม่มี จะมีก็ประมาณแผลถลอกจากการเสียดสีเคลื่อนไหว ดูแลตัวเอง เริ่มจากเบาะเยล แล้วเปลี่ยนเป็นเบาะลม ผสมกับการยกตัวให้พ้นพื้นรองนั่งบนวีลแชร์บ่อยๆ ให้เลือดและอากาศมันสามารถไหลผ่านตามธรรมชาติของมันได้บ้าง การยกตัวเองของผู้เขียน จะยกตัวเองให้ลอยพ้นพื้นหน่อยเดียวเท่านั้น แต่ยกบ่อยมากจนชิน นั่งไม่เกิน 15 นาทีจะยกก้นหนึ่งครั้งๆ ละเพียงแค่ 5-10 วินาที ไม่ได้ทำตามคำแนะนำจากแพทย์ ทำตามความคิดของตัวเอง คือ ให้เลือดและอากาศมันวิ่งผ่านได้บ้างไม่กดทับมันไว้นานๆ  9 ปีดังกล่าวที่ผ่านมา สภาพร่างกาย ไขมัน ผิวหนัง กล้ามเนื้อ อาจยังคงสมบูรณ์อยู่ ปัญหาการเกิดแผลกดทับจึงไม่เกิดขึ้นจากการกดทับตรงๆ เลยสักครั้งเดียว

               2.ช่วงที่ผู้เขียนลาออกจากงานกลับมาอยู่บ้าน ไม่กี่เดือนเริ่มเป็นแผลกดทับจากการนั่งกดทับ สาเหตุน่าจะมาจาก สภาพร่างกายเริ่มทรุดโทรมและนั่งไม่เป็นเวลา นั่งมากเกินไป ก็เป็นได้ แต่แผลที่เกิดขึ้น ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร เพราะผู้เขียนใส่แพมเพิร์ธตลอด24 ช.ม.มาตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เวลาเปลี่ยนแพมเพิร์ธเราก็จะรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับก้นของเรา เมื่อตัวเองรู้ว่าเริ่มเป็นแผล ก็จะดูแลรักษาด้วยตัวเอง ใช้กระจกแบบตั้งและพับได้มานอนตะแคง ทำแผลเอง ใช้น้ำเกลือล้างแผล ขอเน้นว่า "น้ำเกลือสำหรับล้างแผล" มีขายตามร้านขายยาทั่วๆ ไป ส่วนตัวยา ผู้เขียนใช้ยาทาแผลตัวนี้ SOLCOSERYL JELLY10%  20 G หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปเช่นกัน ทำแผลเอง วันละครั้งหลังจากอาบน้ำเสร็จ และหลีกเลี่ยงการนั่งโดยไม่จำเป็น กว่าแผลจะหายสนิทได้ 2-3 เดือน


                 ที่กล่าวมาจะกล่าวถึงอริยาบทในการนั่ง ส่วนเรื่องการนอน ผู้เขียนฝึกตัวเองนอนตะแคงมาโดยตลอดตั้งแต่อุบัติเหตุ ออกจากโรงพยาบาลมาอยู่บ้าน ไม่เคยนอนหงายนานเกิน15นาทีเลย จะนอนตะแคงพลิกซ้ายที ขวาที ร่างกายมันจะสั่งให้พลิกตัวเองโดยอัตตโนมัติตามที่เราฝึกไว้ 2-3 ช.ม. ก็พลิกตะแคงใหม่ทีนึง

            แผลกดทับ
เป็นของคู่กันกับผู้ป่วยอัมพาตก็จริง แต่เราสามารถดูแลตัวเองได้ ให้เข้าใจถึงสาเหตุที่เกิดแผลก่อน คือ อากาศและเลือดมันไม่สามารถวิ่งผ่านไปได้ตามที่ธรรมชาติสร้างไว้ มันก็เลยทำให้เซลล์ต่างๆ เริ่มตาย จนเกิดแผลกดทับขึ้น สำหรับคนที่ดูแลตัวเองได้ ยกก้นได้ แล้วยังเกิดแผลกดทับอีก นั่นคือ ท่านยังดูแลตัวเองได้ไม่ดีพอ ส่วนท่านที่ไม่สามารถดูแลตัวเองด้วยการยกก้นได้ คงต้องหาตัวช่วยต่างๆ เช่น เบาะลม นะครับ 

ระบบทางเดินหายใจ



          ทางเดินหายใจเริ่มตั้งแต่ โพรงจมูก ด้านหลังช่องปาก หลอดลม และปอด กระบังลมกั้นระหว่างช่องอกและช่องท้อง ทำหน้าที่หดตัวเวลาหายใจเข้า และคลายตัวเวลาหายใจออก การทำงานของกระบังลมเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเวลาที่คนเรายังมีลมหายใจหรือมีชีวิต เราจะสังเกตเห็นการทำงานของกระบังลมได้ โดยดูที่หน้าท้องซึ่งโป่งออก เมื่อกระบังลมหดตัวและดันให้หน้าท้องพองออก เมื่อกระบังลมคลายตัว หน้าท้องจึงยุบลง

          การหายใจเข้าแรงๆ ลึกๆ นั้น กล้ามเนื้อบริเวณทรวงอก ช่องซี่โครงและต้นคอหดช่วย ทรวงอกขยายออก ลมจึงเข้าสู่ปอดมากขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อเหล่านี้คลายตัว ทรวงอกก็ยุบตัวเอง ตามจังหวะของการหายใจ


                        ทำไม เมื่อไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ จึงรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ?                                   

        เมื่อไขสันหลังระดับ คอ หรือ อกส่วนบน ได้รับบาดเจ็บ กล้ามเนื้อที่ช่วยทำให้เกิดการหายใจ ดังกล่าวอ่อนแรงเป็นอัมพาต จึงรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง หายใจลำบาก อึดอัด บางครั้งประสิทธิภาพการหายใจลดลงมาก จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือ ร่วมกับการ เจาะคอ (หลอดลมส่วนคอ) เพื่อให้การหายใจและออกซิเจนเพียงพอต่อร่างกาย

      อนึ่ง เมื่อหายใจเข้าได้น้อย แรงหายใจออก ก็น้อยลงด้วย กล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแรงเป็นอัมพาต จึงไม่สามารถไอขับเสมหะออก ต้องอาศัยแรงดันจากภายนอกเพื่อช่วยเพิ่มแรงขับ หรือต้องอาศัยเครื่องช่วยดูดเสมหะออก

     ก่อนป่วยบางคนเคยสูบบุหรี่ มีเสมหะมากและหายใจลำบาก จึงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนง่าย เช่น ปอดอักเสบ เสมหะอุดตัน และถุงลมแฟบ เป็นต้น




                    ทำอย่างไร จึงหายใจได้เองอย่างพอเพียงและมีประสิทธิภาพ ?                                                 

       ถ้ากล้ามเนื้อกระบังลมเพืยงแค่อ่อนแรง  เราสามารถฝึกให้แข็งแรงและคงทนต่อการอ่อนล้าได้ ด้วยวิธีง่ายๆ ดังต่อไปนี้
     - นอนหงาย เอาหมอนหนุนให้เข่างอและรู้สึกผ่อนคลาย
     - หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ จนสุด (หน้าท้องโป่งออก)
     - กลั้นหายใจชั่วครู่ (นับในใจ 1 ถึง 3)
     - ปล่อยลมหายใจออก (หน้าท้องยุบ)
     - หายใจเข้า-ออก ลึกๆ ช้าๆ ทำไปเรื่อยๆ

เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น หายใจสะดวกขึ้น

     - นอนหงาย เอาถุงทรายขนาด 1-2 Kg หรือหนังสือเล่มใหญ่ๆ วางที่หน้าท้องใต้ต่อลิ้นปี่
     - พยายามหายใจเข้าลึกๆ เช่นเดิม แต่...จะรู้สึกหายใจเข้ายากมากกว่าเดิม เพราะมีถุงทรายต้านอยู่             
     - ฝึกทำบ่อยๆ เช่น 10 นาที/ทุกชั่วโมงในช่วงที่ตื่นนอน
   
      บางครั้งต้องฝึกใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นด้วยเช่น กล้ามเนื้อบริเวณคอ/บ่า ด้วยการฝึกยักไหล่และเกร็งกล้ามเนื้อคอเวลาหายใจเข้า เกร็งค้างไว้ชั่วครู่ แล้วปล่อยให้คลายเวลาหายใจออก




     บางครั้งอาจใช้อุปกรณ์เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการฝึก อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นหลอดพลาสติคที่มีลูกลอย สูดหายใจเข้าให้ลูกลอยลอยขึ้น ยิ่งหายใจเข้าได้มาก ลูกลอยยิ่งลอยสูงขึ้น ลูกลอยจึงเป็นเสมือนเป้าล่อให้เห็นว่าทำได้มากน้อยเพียงใด อนึ่ง ผู้ที่ใช้อุปกรณ์นี้ควรมีกำลังหายใจดีพอควร ปอดปกติและไม่มีเสมหะ




                                    มีเสมหะมาก แต่ขับไม่ออก ทำอย่างไรดี ?                                                      
      การใช้แรงกระทำจากภายนอก เช่น กดที่ชายโครงหรือใต้ลิ้นปี่เวลาหายใจออก ช่วยเพิ่มแรงขับเสมหะได้ นอกจากนี้ ยังสามารถจัดท่านอนหรือนั่ง เพื่อช่วยถ่ายเทเสมหะออกจากหลอดลมได้ ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเสมหะอยู่ในหลอดลมบริเวณใด ควรอยู่ในท่านั้นๆ นานประมาณ 10-20 นาที การเคาะที่ทรวงอกช่วยให้เสมหะหลุดออกมาง่ายขึ้น

      การจัดท่าเพื่อขับเสมหะออกจากหลอดลมและปอด

ก. ท่านั่ง เพื่อเทเสมหะออกจากปอดบน
ข. นอนตะแคงขวากึ่งหงายหรือคว่ำ เพื่อเทเสมหะออกจากปอดซ้ายช่วงกลาง
ค. นอนคว่ำ เพื่อเทเสมหะออกจากปอดด้านหลัง
ง. นอนคว่ำหัวต่ำ เพื่อเทเสมหะออกจากหลอดลมและปอดด้านหลัง

      อนึ่ง ผู้ที่ยังพอไอได้บ้าง ควรกระแอมเพื่อทำให้เกิดแรงสั่นในหลอดลม และกระตุ้นให้เสมหะที่เหนียวหลุดออกจากหลอดลมที่อยู่ลึกๆ กระแอมหลายๆ ครั้งจนรู้สึกว่าเสมหะขึ้นมาอยู่ที่คอแล้ว จึงไอออกมา การทำเช่นนี้ เป็นการทุ่นแรงและไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อย ถ้าไอติดต่อกันมากจนรู้สึกหายใจไม่ได้ ให้ช่วยประครองศรีษะและลำตัวขึ้นจนกว่าจะหยุดไอ

      หลังการไอ ถ้ารู้สึกเหนื่อย ให้หายใจเข้าออกอย่างผ่อนคลาย ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร่ง ปล่อยให้จังหวะการหายใจเป็นไปตามธรรมชาติ

      ในกรณีที่เจาะคอมีท่อช่วยหายใจ และมีเสมหะมาก ต้องใช้เครื่องช่่วยดูดเสมหะออก พยาบาลจะสอนให้ผู้ดูแลรู้จักวิธีการดูดเสมหะด้วยเครื่องอย่างถูกต้องและสะอาด

      อนึ่ง การดื่มน้ำให้พอเพียงกับความต้องการของร่างกาย ทำให้เสมหะเหนียว ถ้าเสมหะเหนียวมาก แพทย์จะพิจารณาให้ยาละลายเสมหะ หรือยาขยายหลอดลม เพื่อให้เสมหะออกง่ายขึ้นและหายใจสะดวกขึ้น


23/12/54

ปวด บรรเทา ได้



      อาการปวด มีสาเหตุจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นในร่างกายคนเรา ประสบการณ์ในอดีตของแต่ละคน ปรุงแต่งอาการปวด บางคนจึงทนปวดได้มาก แต่...บางคนทนปวดได้เพียงเล็กน้อย

      ผู้ที่ไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ อาการปวดเกิดจาก ระบบประสาทที่ผิดปกติ หรือเป็นอาการที่เกี่ยวเนื่องกับระบบประสาทที่ผิดปกติ ทำให้ระบบอื่นพลอยผิดปกติไปด้วย เช่น

      - ปวดศรีษะเพราะความดันเลือดสูงขึ้น
      - ปวดท้องเพราะมีกรดหลั่งในกระเพาะอาหารมากขึ้น
      - ปวดข้อเนื่องจากลงน้ำหนักที่ข้อนั้นมากเกินไป
      - ปวดกล้ามเนื้อเพราะกล้ามเนื้อปวดล้าจากการใช้งานที่ไม่สมดุล
      - ปวดเจ็บที่ผิวหนังเพราะรากประสาทถูกรบกวน เป็นต้น

      ทั้งหมด ที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าได้รับการวินิจฉัย บำบัดรักษา อาการปวดจะทะเลาและควบคุมได้



                                  ทำไมจึงมีอาการปวดศรีษะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว?                                             


       คนทั่วๆ ไป ก็ปวดศรีษะ อาการปวดศรีษะเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เครียด ใช้สายตามากเกินไป เป็นต้น แต่สำหรับผู้บาดเจ็บไขสันหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบาดเจ็บระดับ อก หรือ คอ ระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการหดขยายหลอดเลือดในร่างกายทำงานผิดปกติ ดังนั้น เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้น เช่น กระเพาะปัสสาวะขยายตัวหรือหดเกร็งตัว ท้องผูก กระเพาะปัสสาวะอักเสบ มีแผลที่ผิวหนัง โรคกระเพาะ มดลูกบีบตัวเวลามีประจำเดือน เป็นต้น จึงทำให้หลอดเลือด(ในส่วนที่เป็นอัมพาตหรืออ่อนแรง)หดตัว ความดันเลือดจึงสูงขึ้นอย่างฉับพลัน

      ระบบประสาทพยายามปรับตัวเองเพื่อทำให้ความดันเลือดลดลง โดยสังเกตุได้จากหลอดเลือดที่ใบหน้าขยายตัว หน้าจึงแดง และหัวใจเต้นช้าลง แต่ความดันเลือดคงสูงอยู่ จนกว่าสิงเร้านั้นจะถูกกำจัดไป

      ภาวะนี้มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า ออโดโนมิค ดิสรีเฟล็กเชีย ผู้ป่วยจะปวดศรีษะ ความดันเลือดสูงขึ้นผิดปกติ (สูงกว่า 140/90) หน้าแดง และเหงื่อออกที่ใบหน้าและแขน ควรแก้ปั้ญหาเบื้องต้น ดังนี้

      - ยกหรือหนุนศรีษะขึ้นสูง
      - หาและกำจัดสาเหตุที่เป็นตัวกระตุ้น เช่น สวนปัสสาวะ ค่อยๆ ล้วงหรือสวนอุจจาระออก อาการปวดศรีษะจึงทะเลา และความดันเลือดลดลงเป็นปกติ ถ้าไม่ดีขึ้น ต้องกินยาลดความดัน

      อาการปวดศรีษะที่เกิดขึ้นเนื่องจากภาวะนี้ป้องกัน และทำให้ทุเลาได้ แต่ถ้าอาการเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญเพื่อการหาสาเหตุและรักษาที่เหมาะสมต่อไป



                                 ปวดที่ข้อไหล่ บ่า และ สบัก ทำอย่างไร จึงจะทุเลา ?                                                               

       อาการปวดที่ ข้อไหล่ บ่า และ สะบัก มักมีสาเหตุจากข้อและกล้ามเนื้อบริเวณนั้นนั่นเอง เช่น นอนตะแคงกดทับที่หัวไหล่เป็นเวลานาน เป็นต้น

      การจัดท่านอนที่เหมาะสม เช่น นอนตะแคง 30-45 องศา กางแขนออก 90 องศา ช่วยป้องกันและทะเบาอาการปวดได้ นอกจากนี้ เวลานั่ง ควรมีหมอนหรือที่รองแขนหนุนไม่ให้ข้อไหล่หลุดหรือปลายแขนตก

      บางครั้งอาการปวดเกิดจากการอักเสบของเอ็นรอบๆ ข้อไหล่ ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน อาจทำให้ไหล่ติดและเจ็บเวลาขยับ  การกินยาต้านการอักเสบ หรือรักษาด้วยวิธีทางกายภาพบำบัด ช่วยลดอาการอักเสบได้

      ส่วนอาการปวดกล้ามเนื้อเนื่องจาก อาการเกร็งหรือล้าจากการใช้งานนั้น การนวดเบาๆ ใช้ความร้อนประคบที่บริเวณไหล่ บ่าและสะบัก การยืดกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าว ก็ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวและอาการปวดบรรเทาลง โดยไม่จำเป็นต้องกินยาแก้ปวดที่อาจระคายกระเพาะและทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหาร ถ้าผิวหนังชาไม่มีความรู้สึก ควรหลีกเลี่ยงการประคบด้วยของร้อน เมื่อใช้ความร้อนประคบต้องระมัดระวัง และตรวจดูผิวหนังทุก 5-10 นาที ถ้าผิวหนังแดงมากผิดปกติ ต้องเอาที่ประคบออกทันที มิฉะนั้น ผิวหนังจะพองเป็นแผล

      ในกรณีที่กระดูกต้นคอหักเคลื่อน อาการปวดที่บริเวณนี้อาจเกิดจาก เส้นประสาทถูกรบกวน การจัดกระดูกเข้าที่และใส่ประกับประคองคอและศรีษะ จะทำให้อาการปวดทุเลาลงได้


                                    ทำอย่างไรจึงทุเลาอาการปวดที่บริเวณกระดูกสันหลัง ?                                           



       
เมื่อกระดูกสังหลังหัก เส้นประสาท พังผืด และกล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นมักชอกช้ำและอักเสบ ทำให้เจ็บและปวดจากบาดแผลดังกล่าว เมื่อกระดูกติด พังผืดสมาน กล้ามเนื้อฟื้นตัว อาการเจ็บปวดก็ค่อยๆ ทุเลา อาจกินเวลานานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงที่ได้รับในตอนแรก การผ่าตัดตรึงกระดูกให้เข้าที่และยาจะช่วยทุเลาอาการปวดได้

      นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่นๆ เช่น ใช้ประกับประคับประคองกระดูกสันหลัง เพื่อไม่ให้เกิดการเคลื่อนไหวที่อาจทำให้ปวดมากขึ้น กระตุ้นด้วยไฟฟ้าอย่างอ่อนๆ ที่ผิวหนัง และฝังเข็มเพื่อลดปวด เป็นต้น

      ในระยะยาว อาการปวดหลังมักเกิดจากการเสื่อมของกระดูกสันหลัง และหมอนรองกระดูกสันหลังเนื่องจากการนั่งนาน และการทำงานของกล้ามเนื้อลำตัวที่ไม่สมดุล ซึ่งเกิดได้กับคนปกติเช่นกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัย คำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม เพื่อบรรเทาอาการปวดและชะลอการเสื่อมของกระดูกสันหลัง





                              ทำไม บริเวณที่ไม่มีความรู้สึกหรือที่เป็นอัมพาต จึงปวดเจ็บ ?                                                  


       หลายคนแปลกใจว่า ทำไมผิวหนังที่ชา ไม่มีความรู้สึก จึง ปวดเจ็บ อาการดังกล่าวมักเกิดจากความผิดปกติที่ไขสันหลัง ซึ่งได้รับบาดเจ็บ บางคนเจ็บผิวๆ บางคนปวดลึกๆ ไม่แน่นอน ไม่เป็นเวลา ถ้าไม่นึกถึงอาการดังกล่าว ก็อาจลืมอาการนั้นไปชั่วขณะ ดังนั้น จึงแนะนำให้ผู้ที่มีอาการปวดประเภทนี้ อย่าอยู่เฉย ให้มีงานอดิเรกทำ เล็กๆ น้อยๆ ตลอดเวลา หรือหากิจกรรมทำยามว่าง


      บางคนมีอาการปวดเกิดขึ้นพร้อมๆ กับอาการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ เหมือนปวดตะคริว อาการปวดประเภทนี้ ถ้าอาการเกร็งลดน้อยลงหรือควบคุมได้ อาการปวดก็ทะเลาไปด้วย แพทย์อาจจำเป็นต้องให้ยาที่ช่วยควบคุมและลดอาการปวดที่เกิดขึ้นจากเส้นประสาท และระบบประสาทที่ผิดปกติ






                                 ปวดชาที่มือ เกิดขึ้นจากอะไร รักษาให้หายได้หรือไม่ ?                                                  


        หลายคนต้องใช้มือทำทุกอย่าง เพื่อชดเชยส่วนที่บกพร่องไป เช่น เคลื่่อนย้ายตัว หมุนล้อนั่ง ใช้ไม้ค้ำยันเพื่อช่วยในการเดิน เป็นต้น การใช้มือติดต่อกันนานๆ และใช้มือรับน้ำหนักตัว อาจทำให้เส้นประสาทที่ผ่านเข้าไปเลี้ยงบริเวณมืออักเสบ และมีอาการปวดชามือในเวลาต่อมา


      การรักษาให้อาการดังกล่าวทุเลาลง หรือกลับมาเป็นปกตินั้นไม่ยาก เบื้องต้นต้องรู้จักใช้เครื่องทุ่นแรง และไม่ใช้มือรับน้ำหนักหรือนานเกินความจำเป็น ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ต้องปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และรับคำแนะนำรวมทั้งการรักษาอื่นที่เหมาะสมต่อไป






อาการปวดเจ็บทุเลาได้เมื่อได้รับการวินิจฉัยและบำบัดรักษาที่เหมาะสม
บางครั้งต้องเรียนรู้ที่จะเอาชนะอาการปวดเจ็บ
แต่บางครั้งก็ต้องยอมรับที่จะอยู่กับมัน